บริหารความเสี่ยง

Leverage ทำไมพอร์ตแตกเร็วกว่าที่คิด

เลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุน ตัวเลขเล็ก ๆ ที่ดูไม่เป็นอะไรกลายเป็นสถานะใหญ่ได้เร็วมาก ดูวิธีคิดขนาดสถานะก่อนกดเข้า

คนที่เพิ่งเริ่มเทรดทองมักถามว่า leverage เท่าไหร่ดี และคำตอบที่ได้ยินบ่อยคือยิ่งสูงยิ่งใช้ทุนน้อย ซึ่งจริงในแง่ของเงินประกัน แต่ไม่ได้ตอบคำถามที่ทำให้พอร์ตแตกจริง ๆ คำถามนั้นคือ เรากำลังถือทองมูลค่าเท่าไหร่ เทียบกับเงินที่เรามีในบัญชี

บทความนี้ลองคำนวณทีละตัวเลข ให้เห็นว่าเลเวอเรจทำอะไรกับบัญชีของเรา และเหตุใดขนาดสถานะ (lot) ถึงเป็นตัวกำหนดความเสี่ยงมากกว่าตัวเลข 1:100 หรือ 1:500 ที่ปรากฏบนหน้าบัญชี

สมมติฐานที่ใช้ตลอดบทความ

ตัวเลขทุกตัวด้านล่างตั้งขึ้นเพื่อให้คำนวณง่ายและตรวจซ้ำได้ ไม่ได้อ้างอิงราคาตลาดจริงของวันใด

  • ราคาทองสมมติ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
  • สัญญาทอง XAUUSD ขนาด 1 lot เท่ากับ 100 ออนซ์ ผู้ให้บริการบางรายอาจกำหนดขนาดสัญญาต่างกัน ต้องเปิดดูข้อกำหนดของบัญชีที่ใช้จริงทุกครั้ง
  • ราคาขยับ 1 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้กำไรหรือขาดทุนต่อ 1 lot เปลี่ยน 100 ดอลลาร์ (100 ออนซ์ คูณ 1 ดอลลาร์)
  • เงินในบัญชี 5,000 ดอลลาร์
  • เงินประกัน (margin) ต่อสถานะ เท่ากับมูลค่าสถานะหารด้วย leverage
  • ยังไม่นับสเปรด ค่าธรรมเนียม และสวอป เพื่อให้ตัวเลขเห็นภาพชัด

มูลค่าสถานะ ไม่ใช่เงินประกัน

เมื่อเปิดซื้อทอง 1 lot ที่ราคา 4,000 เราถือทอง 100 ออนซ์ มูลค่ารวม 400,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้เรียกว่ามูลค่าสถานะ (notional) ราคาทองขยับทีไร กำไรขาดทุนคิดบนก้อน 400,000 นี้ ไม่ได้คิดบนเงิน 5,000 ที่เราวางไว้

เลเวอเรจแค่กำหนดว่าต้องวางเงินประกันเท่าไหร่เพื่อถือก้อนนั้น

Leverageเงินประกันสำหรับ 1 lotคิดจาก
1:2020,000 ดอลลาร์400,000 ÷ 20
1:1004,000 ดอลลาร์400,000 ÷ 100
1:500800 ดอลลาร์400,000 ÷ 500

ที่ 1:20 บัญชี 5,000 เปิด 1 lot ไม่ได้เลย เพราะเงินประกันเกินเงินที่มี ที่ 1:100 เปิดได้ โดยเหลือเงินว่าง 1,000 ที่ 1:500 เงินประกันเหลือแค่ 800 ดูเหมือนปลอดภัยขึ้นเยอะ ทั้งที่ความเสี่ยงของสถานะยังเท่าเดิมทุกบาท

ราคาขยับเท่าไหร่ถึงจะหมดตัว

ลองดูบัญชี 5,000 ที่เปิด 1 lot ที่ leverage 1:100 เงินประกัน 4,000 เงินว่าง 1,000 ถ้าราคาไปผิดทาง 1 ดอลลาร์ เราเสีย 100 ถ้าไป 10 ดอลลาร์ เสีย 1,000 ซึ่งเท่ากับเงินว่างทั้งหมด

10 ดอลลาร์จากราคา 4,000 คิดเป็นแค่ 0.25% ราคาทองขยับระดับนี้ได้ในวันเดียว ไม่ต้องรอข่าวฉุกเฉินด้วย ในวันที่ตลาดคึกคัก ช่วงสูงสุดต่ำสุดของทองเกินนี้ได้ง่าย พอถึงจุดที่ขาดทุนกินเงินว่างหมด ระบบของผู้ให้บริการเริ่มปิดสถานะให้โดยอัตโนมัติ ตามระดับ margin ที่เขากำหนดไว้ เราไม่ได้เลือกเองว่าจะปิดตอนไหน

ลองเปลี่ยนเป็น leverage 1:500 โดยยังเปิด 1 lot เท่าเดิม เงินประกันเหลือ 800 เงินว่างเพิ่มเป็น 4,200 ราคาต้องไปผิดทางประมาณ 42 ดอลลาร์ก่อนเงินว่างจะหมด ดูเหมือนอยู่ได้นานขึ้น แต่ที่ราคาไปผิดทาง 20 ดอลลาร์ เราก็ขาดทุน 2,000 เท่ากับ 40% ของบัญชีเหมือนเดิม ต่างกันแค่ระบบยังไม่ปิดให้ เลเวอเรจสูงไม่ได้ทำให้ขาดทุนน้อยลง มันเพียงเลื่อนจุดที่ระบบจะเข้ามาตัดให้ไปไกลขึ้น และเปิดทางให้เราถือสถานะที่ใหญ่เกินตัวได้ง่ายขึ้นด้วย

ตารางขนาดสถานะ ที่ราคาสมมติ 4,000

ขนาดปริมาณทองมูลค่าสถานะเงินประกัน 1:100เงินประกัน 1:500ขาดทุนถ้าราคาไปผิดทาง 10 ดอลลาร์
0.01 lot1 ออนซ์4,00040810
0.05 lot5 ออนซ์20,0002004050
0.10 lot10 ออนซ์40,00040080100
0.50 lot50 ออนซ์200,0002,000400500
1.00 lot100 ออนซ์400,0004,0008001,000

สังเกตคอลัมน์สุดท้ายให้ดี ตัวเลขนี้ไม่เปลี่ยนตาม leverage เลย มันขึ้นอยู่กับ lot อย่างเดียว ส่วนสองคอลัมน์เงินประกันเปลี่ยนไปตาม leverage แต่ไม่ได้บอกว่าเสี่ยงแค่ไหน

ใช้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เป็นตัวกำหนด lot

วิธีที่ทำให้พอร์ตอยู่รอดได้นานกว่าคือคิดย้อนกลับ เริ่มจากเงินที่ยอมเสียต่อไม้ แล้วค่อยหาว่าเปิดได้กี่ lot ขั้นตอนมีสามข้อ

ข้อแรก กำหนดเปอร์เซ็นต์ที่ยอมเสียต่อไม้ หลายคนใช้ 1% ซึ่งเป็นแค่จุดเริ่มต้นให้ลองปรับเอง ไม่ใช่ตัวเลขศักดิ์สิทธิ์ บัญชี 5,000 ที่ 1% คือ 50 ดอลลาร์ ข้อสอง กำหนดระยะสต็อปจากโครงสร้างกราฟ ไม่ใช่จากเงินที่อยากเสีย เช่น สต็อปอยู่ใต้ Swing low ที่ห่างจากจุดเข้า 10 ดอลลาร์ ข้อสาม คำนวณ lot

lot = เงินที่ยอมเสีย ÷ (ระยะสต็อปเป็นดอลลาร์ × 100)

ใส่ตัวเลข 50 ÷ (10 × 100) ได้ 0.05 lot ตรวจย้อนกลับ 0.05 lot คือ 5 ออนซ์ ราคาไปถึงสต็อป 10 ดอลลาร์ เสีย 5 × 10 = 50 ตรงกับที่ตั้งไว้ มูลค่าสถานะ 20,000 ซึ่งเป็นสี่เท่าของเงินในบัญชี เงินประกันที่ 1:100 อยู่ที่ 200 ที่ 1:500 อยู่ที่ 40 เท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงต่อไม้เลย

ถ้าโครงสร้างกราฟบอกว่าสต็อปต้องห่าง 25 ดอลลาร์ คำตอบก็คือ 50 ÷ (25 × 100) = 0.02 lot เราไม่ขยับสต็อปเข้ามาใกล้เพื่อให้เปิด lot ได้เยอะ เพราะสต็อปที่ใกล้เกินโครงสร้างจะโดนกวาดง่าย การลด lot คือทางที่ถูก

เมื่อราคาไม่ไปตามสต็อป

ตัวอย่างข้างบนสมมติว่าสต็อปทำงานที่ราคาที่ตั้งไว้ทุกครั้ง ในความจริงมี slippage และ gap ในช่วงข่าวแรงหรือช่วงตลาดเปิด ราคาอาจข้ามสต็อปไปแล้วปิดที่ราคาแย่กว่าที่ตั้ง

ลองคำนวณกรณี 1 lot ตั้งสต็อป 10 ดอลลาร์ ซึ่งคิดว่าเสีย 1,000 หรือ 20% ของบัญชี 5,000 ถ้าราคากระโดดจนปิดที่ 25 ดอลลาร์จากจุดเข้า ผลคือขาดทุน 2,500 เท่ากับครึ่งบัญชี ส่วนที่ 0.05 lot จุดเดียวกัน ขาดทุน 125 หรือ 2.5% ของบัญชี ต่างกันยี่สิบเท่าด้วย lot ที่ต่างกันยี่สิบเท่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่คนที่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มักบอกว่าไม่อยากเปิดใหญ่เกินตัวอีก

อีกเรื่องที่คนมักลืมคือเสียครึ่งบัญชีแล้วต้องได้คืนเท่าไหร่ จาก 5,000 เหลือ 2,500 ต้องกำไร 100% ถึงกลับมาที่เดิม ขาดทุนเยอะ ๆ ยากกว่าเก็บกลับมาในทางคณิตศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับฝีมือ

เช็คลิสต์ก่อนกดเข้า

  • เปิดข้อกำหนดสัญญาของบัญชีที่ใช้ ดูขนาดสัญญา ค่า margin และระดับที่ระบบเริ่มปิดสถานะ
  • คำนวณมูลค่าสถานะ (ราคา × 100 × lot) แล้วหารด้วยเงินในบัญชี ดูว่ากี่เท่า ถ้าเกินที่ตัวเองสบายใจ ให้ลด lot
  • วางสต็อปตามโครงสร้าง แล้วคำนวณ lot ย้อนกลับจากเงินที่ยอมเสีย
  • เผื่อสเปรดและ slippage ในช่วงข่าว โดยลด lot ลงอีกหรือไม่เทรดช่วงนั้น
  • ดูว่าเงินว่างหลังเปิดสถานะเหลือเท่าไหร่ ถ้าราคาไปผิดทางครึ่งหนึ่งของระยะสต็อป เรายังเปิดไม้ที่สองได้ไหม หรือบัญชีจะตึงทันที
  • เปิดหลายไม้ในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน นับเป็นความเสี่ยงก้อนเดียว ไม่ใช่หลายก้อนแยกกัน

ข้อจำกัดของตัวเลขในบทความ

ตารางและตัวอย่างข้างบนใช้ราคาสมมติและตัดค่าใช้จ่ายออกเพื่อให้เห็นหลักคิด ตัวเลขจริงของแต่ละบัญชีต่างกันตามข้อกำหนดสัญญา เงินประกันที่เปลี่ยนตามช่วงเวลา และระดับ margin call กับ stop out ที่ไม่เท่ากัน เปิดดูเงื่อนไขของบัญชีตัวเองก่อนนำสูตรไปใช้ และลองคำนวณกับบัญชีทดลองก่อนใช้เงินจริง

ถ้าอยากเห็นการใช้ขนาดสถานะและสต็อปในสถานการณ์จริงบนกราฟทองหลายแบบ เล่ม 20 Use Case ทองคำ รวบรวมเคสไว้ทั้งเคสที่ได้และเคสที่แพ้ พร้อมวิธีคิดขนาดสถานะของแต่ละเคส เป็นของฟรีใน LINE ของเรา

การเทรดด้วยเลเวอเรจมีความเสี่ยงสูง อาจขาดทุนมากกว่าเงินที่วางไว้ในบางสภาวะตลาด ข้อมูลนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน

การเทรด CFD และผลิตภัณฑ์ที่มี leverage มีความเสี่ยงสูง อาจเสียเงินทุนทั้งหมด เนื้อหานี้เป็นสื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน